PASSION CH.11
คาเมะฝัน......
ฝันถึงบ้านที่อบอุ่น ฝันถึงแม่ที่ยิ้มอ่อนโยนและกอดเขาแนบแน่น บอกว่าถึงมีกันแค่สองคนเราก็อยู่ได้ ฝันถึงภาพตัวเองเดินต้อย ๆ ตามแม่ที่ปกป้องเขาเสมอไม่ว่าใครจะพูดอย่างไร และแม้จะโดนล้อว่าเป็นลูกไม่มีพ่อ คาเมะยังไม่เคยอับอายสักครั้งเพราะคำพูดของแม่
คิดย้อนไปแล้ว บ้านเป็นปราการเดียวที่คาเมะมี แต่เมื่อสิ่งที่อุ่นใจอยู่เสมอ กลายเป็นเพียงวันเวลาที่ไม่สามารถเรียกกลับคืน คาเมะจึงได้รู้ ว่าแท้จริงแล้ว แม่ต้องแบกรับภาระหนักเพียงใด ในการมีชีวิตอยู่เพียงลำพัง และแสร้งทำเป็นเข้มแข็งอย่างยิ่งต่อหน้าลูกชายคนเดียวของเธอ
ในวันที่ไม่มีใคร ในวันที่เขาพบว่าความเป็นมนุษย์ย่อมถูกกลืนหายไปทีละน้อยเมื่อต้องเอาตัวรอด คาเมะก็รู้เสียทีว่าหากตนยังทำตัวราวกับผ้าขาว ตะกอนสกปรกจะรุมกัดทึ้งเขาราวกับอาหารอันโอชะ หากไม่ปกป้องตัวเอง ใครจะลุกขึ้นมาปกป้อง หากไม่ส่งเสียงร้อง ใครจะใส่ใจว่ายังมีชีวิต
คาเมะจมอยู่กับภาพฝันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ฝันที่ต่อให้ตื่น ก็ยังหนีไม่พ้น
คืนนั้น คาเมะตื่นอย่างเต็มตาในรอบหลายวัน อากาศเย็นสบาย ปลายขาอุ่นจัดเพราะผ้าห่มกองโต สายตากวาดหาผู้อื่นโดยสัญชาตญาณ อาการปวดหัวรุม ๆ ยังมีอยู่ คาเมะกดมือลงบนท้อง เพราะอาการพะอืดพะอมคล้ายจะอาเจียนอย่างน่ารำคาญ
....นรก
เมฆดำตั้งเค้ากลางดึก ฝนยังไม่หยุดตกเสียทีเพราะมีมรสุม คาเมะเกลียดช่วงฝนตก เขาแทบไม่เคยหลับสนิทเพราะเสียงฟ้าผ่าชวนให้นึกถึงคืนบ้า ๆ นั่น และเพียงเท่านั้น ของเก่าก็จะขย้อนขยักออกมาเสียให้ได้
ลำคอแห้งผาก เขาเอื้อมเอาโทรศัพท์ของจินที่วางไว้โต๊ะเหนือเตียง โทรหาหมายเลขที่คุ้นเคย
"มารับหน่อย" คาเมะนิ่งฟังชั่วครู่ "อยู่ที่โรงพยาบาล..."
รถสีดำสนิทแทบกระชากตัวออกจากที่จอดเพราะความร้อนใจของคนขับ ขณะนั้นใกล้เช้าแล้ว เป็นเวลาเดียวกันกับที่คนเฝ้าไข้มาหนึ่งวันเต็มตื่นขึ้นตรวจเช็คว่าคนที่ตนเฝ้ายังอยู่ดีหรือไม่ จินนั่งมองคาเมะด้วยความรู้สึกประหลาด ใบหน้าหลับสนิทนั้นราวกับไม่เดียงสา เขาได้เห็นแต่ละด้านของคาเมะมากขึ้นทุกที ให้สงสัยยิ่งขึ้นว่าครั้งต่อไป จะเป็นคาเมะแบบไหนให้เขาได้รู้จัก
จินเดินเข้ามาใกล้ เท้าแขนสองข้างบนเตียง ปลายนิ้วพันเส้นผมเล็กละเอียดแล้วลื่นออก กลับเป็นวินาทีที่สร้างความอยากรู้อยากเห็น ผิวใส ๆ นั่นจะเนียนมือแค่ไหน? กลิ่นกายจะหอมหรือไม่? จินเคลียหลังมือบนพวงแก้มเบา ๆ พลางค่อยก้ม...กดจมูกบนขมับ
เขาหายใจช้า ๆ ราวกับอากาศรอบตัวเปลี่ยนไป บอกตนเอง ว่าไม่ตั้งใจ แต่เมื่อคาเมะไม่ได้ตื่นขึ้นมา เขาก็เลื่อนริมฝีปากลงแตะข้างจมูก แล้วกระจับบางได้รูปก็ถูกขโมยลิ้มชิมรสอย่างอ่อนหวาน
ครั้นผละออกมาราวจะเรียกสติตน เสียงกลองลั่นรัวเร็วก็ดังตึกตักอยู่ในอก จินเฝ้าดูร่างที่หลับไม่รู้สึกตัวอย่างไม่อาจหันหนีไปไหน แต่แล้วขาสองข้างก็อ่อนลงเสียดื้อ ๆ มือไม้ชาขึ้นมาเสียเฉย ๆ จนต้องทรุดนั่งลงกับโซฟา เมื่อพื้นที่ตนยืนอย่างมั่นคงในทุกวันคล้ายจะง่อนแง่นยวบยาบลงในพริบตา
ชั่วนาทีตกใจผ่านไป จินก็เกาท้ายทอย ยิ้มอย่างเขินตัวเอง
แม้เสียงสำนึกส่วนหนึ่งจะร่ำร้องหาเหตุผลให้สิ่งที่ตนกระทำ อีกส่วนกลับกระซิบบอกด้วยเสียงแผ่วเบาทว่าก้องกังวาน..........ว่าความต้องการและโหยหาอย่างหนึ่งได้ระอุขึ้นแล้วในหัวใจ
ร่างเล็กขยับตัวเล็กน้อยคล้ายละเมอ จินจึงไม่รบกวนอีก ลากผ้าห่มที่หลุดลุ่ยขึ้นคลุมให้ถึงอก แล้วจึงหยิบเหยือกน้ำ เดินออกไปข้างนอก
คาเมะลืมตาขึ้น มองตามแผ่นหลังนั้นไปเงียบ ๆ
จินยิ้มทักทายเหล่าพยาบาลที่เริ่มคุ้นเคยกันอย่างอารมณ์ดี เข้าไปกดน้ำเย็นในห้องกรองน้ำเก็บใส่เหยือกไว้ บริเวณส่วนนั้นเงียบสนิท เวลานี้ยังเช้าเกินไปกระทั่งว่านอกจากเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลที่นาน ๆ จะเดินผ่านมาสักทีแล้ว แทบไม่มีคนนอกสักคน
ประตูลิฟต์เปิดออก แสงสว่างสาดออกมาเป็นลำ ชายผู้มาถึงก้าวออกมา แสงจึงถูกกลืนหายไป ร่างนั้นเดินเข้ามาตามทางเดิน จวบเหมาะกับที่จินออกมา แวบหนึ่งที่ร่างสูงนั่นหยุดชะงักเมื่อเห็นเขา ใบหน้าเรียบเฉยในทีแรกดวงตาเบิกกว้างขึ้นราวกับไม่คาดคิด ทว่าสีหน้าก็ปรับสู่อาการปกติได้รวดเร็วจนแทบสังเกตไม่เห็น ให้นึกสงสัยว่าตนรู้จักชายแปลกหน้าคนนี้ด้วยหรือ
ไม่สิ...ไม่รู้จัก
จินมองตามชายผู้นั้นที่เดินตรงเข้าไปเรื่อย แล้วต้องงันไป เมื่อประตูที่ผลักเข้าไปนั้น เป็นห้องเดียวกับที่เขาเพิ่งจากมา
ด้วยเสียงฝีเท้าที่ต่างกัน ไม่จำเป็นต้องหันไปมองก็รู้ว่าใคร คาเมะกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่ชั่วครู่แล้ว เขายิ้มตอบแก่คนที่ถามด้วยน้ำเสียงเป็นกังวลกึ่งต่อว่า
"คาเมะ เป็นอะไรทำไมไม่ยอมบอกผม"
"ฉันก็ไม่ได้บอกใครสักหน่อย"
คาเมะตอบเรียบ ๆ ลงจากเตียงเอง อีกฝ่ายจะเข้าประคองก็กลับห้าม ตรงไปเปิดตู้เอาเสื้อผ้าตัวเองออกมา
คนฟังเงียบ เม้มริมฝีปากเบา ๆ และตัดสินใจไม่ถามอะไรถึงเด็กหนุ่มที่ตนบังเอิญพบหน้าห้องแม้แต่คำเดียว
"งั้นผมจะไปคุยกับหมอก่อน คุณจะกลับเลยหรือ?" ยามะพีถาม "ร่างกายคงอ่อนเพลียเกินไป คุณพักผ่อนน้อย...."
"ยามะ..." คาเมะตัดบท
ร่างที่หันหลังอยู่ในส่วนเงาทำให้เขาเดาไม่ออกว่ากำลังคิดอะไร แต่แล้วคาเมะที่หอบของไว้เต็มมือก็หันมา ยิ้มให้เขา
"จูบนะ"
นิ่งไปเพราะคาดไม่ถึง ยามะพีหัวเราะ แต่ดวงหน้าหวานนั้นก็ยิ้มอีกราวจะอ้อน
"นะ?"
ไม่รอคำตอบ คาเมะเข้าไป กดริมฝีปากตรงตำแหน่งที่จินจูบเมื่อครู่ลง แต่กลับชะงักเสียก่อน ลอบยิ้มอย่างขบขันกับความคิดตนที่ผุดขึ้นมา
รู้แล้ว....ว่าทำไมจึงไม่เหมือนกัน
เจ้าเด็กนั่นกับยามะพี รสจูบไม่เหมือนกันสักนิด
อาคานิชิ จิน จูบของนายมันช่างธรรมดา ธรรมดาเกินไปเสียด้วยซ้ำ
ยังต้องรู้อะไรอีกมาก...
คาเมะกดจมูกลงบนผิวแก้ม รั้งยามะพีเข้ามาและปล่อยของที่ถือไว้จนร่วงลงกองกับพื้น ปล่อยให้อีกฝ่ายโอบแผ่นหลังและฝังรอยจูบลงบนต้นคอ มือไม้แปะป่ายเข้าไปในเสื้อผ้า เสียงเปิดประตูทำให้ยามะพีหยุด แต่คาเมะเอามือจับใบหน้านั้น แขนโอบรอบคอเอาไว้ไม่ให้หันไปมอง
เพราะรู้ว่าคนที่เปิดเข้ามา ไม่ใช่พยาบาล หรือคนทำความสะอาดแน่ ๆ
จึงมีแต่ดวงตาเรียวหวาน ที่สบเข้ากับหน่วยตาที่มองมาและใบหน้าอึ้งงันของจินที่หยุดฝีเท้าอยู่เพียงหน้าประตู ไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงใด จนเมื่อจินหันหลังเดินกลับไป คนสร้างเรื่องก็แค่มองตามเท่านั้น
"สงสัยจะเข้าห้องผิด"
คาเมะบอก ลดมือลง ก้มลงเก็บของเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
จินหัวเราะเบา ๆ ด้วยเสียงแหบแห้ง อย่างไม่เคยรู้สึกโง่เท่านี้มาก่อน
โง่ที่สุด…..
เขาเดินลากเท้าออกจากตรงนั้น หยุดอยู่ในห้องโถงเพราะยังไม่รู้จะไปไหน ด้านหน้าเครื่องปรับอากาศเย็นจัดจนเหมือนจะบาดลึกเข้าไปในผิวเนื้อ แต่ยังไม่ชวนให้รู้สึกรู้สาเท่าภาพที่เห็นที่ทำเอาตัวชา
เขาก้มหน้า หน้าผากพิงผนัง ให้สงบอารมณ์เสียบ้าง เพราะความโมโหและเสียใจกำลังคุขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
โมโห....ตัวเอง และเสียใจ...โดยไม่มีสาเหตุ
ใช่ ไม่มีสาเหตุ ไม่มีสักนิด
จินลืมตาขึ้น นึกไม่ออกว่าตนอยู่ที่นี่เพื่ออะไร มีแรงขนาดทำเรื่องแบบนั้นกับคนอื่นได้ก็ไม่จำเป็นต้องให้เขาดูแลอีกแล้ว คงจะหายสนิทแล้ว
เขาไม่จำเป็นอีกแล้ว
ไม่เห็นต้องเดือดร้อน ไม่เห็นต้องตกใจ เรื่องของหมอนั่น.....เขารู้มานานแล้วไม่ใช่หรือ ว่าคาเมะเป็นประเภทจะทำอะไรก็ทำ ถ้าตัวเองพอใจ
"อาคานิชิ จิน......นายยังไม่เคยรู้จักฉันด้วยซ้ำ"
คำที่คาเมะเคยบอกดังขึ้นมาในหัว ให้นึกเจ็บใจตน แต่ไม่อยากคิดย้ำให้ต้องโกรธซ้ำ ๆ ที่เผลอไผลไป
ใช่....คาเมะก็ยังเป็นคาเมะ คนที่เขาไม่เคยรู้จักดีแม้แต่น้อย.....
..........................................................................
..............................................................................................................
"จะแวะที่ไหนรึเปล่า คาเมะ"
เสียงนั้นปลุกเขาออกจากภวังค์ ให้หันไปพบกับใบหน้าที่ยิ้มมาอย่างอ่อนโยน
แต่คนมองกลับไม่ซาบซึ้งด้วย
“จอด”
“อะไรนะ?” ยามะพีถามทวน ไม่แน่ใจ
“จอดตรงนี้ ฉันจะลง”
ท่าทางไม่ได้ล้อเล่นทำให้คนขับขมวดคิ้ว เขาเลี้ยวรถเข้าไปจอดในซอยข้างอาคารสูง พอให้ร่มเงา และเงียบพอที่จะคุยกัน
“จะไปไหน ให้ผมไปส่ง” ถามต่ออย่างใจเย็น
“พอได้แล้วยามะ ฉันไม่อยากอยู่กับนายแล้ว พอเสียที”
ประโยคผ่าซาก ทำให้ยามะพีงงงัน
แต่คาเมะไม่สนใจ
ถึงคราวที่เขา 'เบื่อ' ยามะพีเอาอย่างจริง ๆ จัง ๆ เสียแล้ว
และนับถึงตอนนี้ ความคิดคาเมะยังวนเวียนอยู่แค่คำว่าอาคานิชิ จิน......
เป็นหมอนั่น ที่เดินเข้ามาหาตัวเขาเอง เป็นเจ้าเด็กนั่นที่เดินเข้ามาตกบ่วงที่คราวนี้เขาไม่ได้จงใจสร้างขึ้นแท้ ๆ
ถ้าอย่างนั้น........ก็น่าลองดูอีกสักครั้งไม่ใช่หรือ? ดวงตาฉายความรู้สึกท้าทายขึ้นชั่วครู่ก่อนจะจางหายไป
เมื่อพบว่าตัวเองจะทำอะไร การยุ่งอยู่กับคนที่ไม่อยากจะยุ่งด้วยอีกต่อไปแล้วก็เป็นแค่เรื่องเสียเวลา
'ของเก่า' ไม่มีความสำคัญ ไม่มีความน่าตื่นเต้นใดอีกต่อไป คนที่ชอบทำตัวราวกับ 'ของตาย' คาเมะไม่เห็นจะอยากได้
"คุณกำลังบอกเลิก?"
“ไม่ได้คบกัน เรียกว่าเลิกได้ยังไง?”
"คาเมะ...!" ยามะพีจับพวงมาลัยแน่น มองคาเมะอย่างไม่น่าเชื่อ แต่แล้วก็หลับตาลง สูดหายใจเข้า ก่อนจะจ้องอย่างคาดคั้นเอาคำตอบ
“ไอ้เด็กนั่นใช่มั้ย? ไอ้อาคานิชิอะไรนั่นใช่มั้ย? ผมเห็นมันที่โรงพยาบาล คุณคบอยู่กับมัน!”
ไม่มีคำพูดใดจะตอบคำถามนั้น คาเมะเฉยเสีย และทำให้ดวงตาคนถามวาวแสงขึ้นด้วยความไม่พอใจ ทว่ามันก็ดับลงสนิทเมื่ออีกฝ่ายกล่าวต่อด้วยเสียงชืดชา
“ฉันนอนกับใคร ไม่ได้หมายความว่าจะคิดหลงตัวเป็นเจ้าของฉันได้....นายเป็นคนพูดรู้เรื่องไม่ใช่หรือ?”
บอกทั้งที่ยิ้ม แต่เป็นยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา
"คงไม่โมโหแล้วลากฉันไปข่มขืนเหมือนคราวก่อนอีกนะ"
"คาเมะ!"
คำพูดนั้นเหมือนตีเอากลางแสกหน้า ยามะพีเม้มริมฝีปาก ถอนหายใจ คิดไปว่านั่นคือการประชดประชัน
ในเมื่อระยะหลังมานี้ ก็ดีกันมาตลอดไม่ใช่หรือ?
“คุณยังโกรธผม”
"ทำไมฉันต้องโกรธ? ฉันไม่ได้พลาดให้แกเป็นคนแรกหรอก"
เสียงนั้นพูดต่อช้า ๆ "แต่แกทำให้ฉันนึกถึงคนแรกของฉัน"
ยามะพีมองคาเมะนิ่ง คล้ายสงสัย...ว่าใคร?
ร่างที่ดูผอมบางลงกว่าแต่ก่อนเสียอีก จึงกล่าว ราวกับยังจดจำได้ดี
"มันกระชากฉัน ถูลู่ถูกังเหมือนฉันไม่ใช่มนุษย์" คาเมะลูบแขนตัวเองเบา ๆ
"ฝนตกหนัก หนักจนกระจกหน้าต่างพร่า มองไม่เห็นด้านนอกสักนิด เห็นแต่ภาพสะท้อนของไอ้ระยำนั่นบนตัวฉัน....ครั้งแรก ฉันบอกมันว่า อย่าเลย อย่าทำ มันไม่ฟัง แล้วพอมันตื่นขึ้นมา มันก็ปลอบฉัน บอกว่าไม่เป็นไร แล้วมันก็มาอีก เพื่อจะได้ทำอย่างเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า”
ร่างสูงตะลึง เมื่อคนที่ไม่ค่อยพูดถึงเรื่องของตัวเอง เล่าออกมาทั้งหน้าตาเฉย
"ตอนนั้นน่ะ ขยะแขยง แม้แต่ตัวเองก็ยังขยะแขยง……….ตอนที่แกลากฉันเข้าไป ไม่ฟังเสียงฉันสักคำ ฉันเลยถามตัวเองว่า อีกแล้วหรือ? เป็นอย่างนี้อีกแล้วหรือ? ทำไมคนที่ฉันเคยคิดว่าฉันไว้ใจได้ ต้องทำแบบนี้กับฉัน ไหนบอกว่ารักฉัน จะดูแลฉันไง? ฉันเลยเกลียดแกจนแทบบ้า โกรธจนอยากจะแก้แค้นให้สาแก่ใจ แต่ตอนนี้ ฉันเพิ่งมาคิดได้ มันก็แค่เรื่องเดิม ที่เกิดซ้ำรอย ตัวฉันจะสกปรกกว่าทุกวันนี้อีกสักนิด ก็ไม่เห็นเป็นไร"
เสียงเรียบเรื่อยราวกับกล่าวถึงเรื่องธรรมดาสามัญ แต่ทุบใจคนฟังจนงันไปทั้งร่าง ดวงตาคนพูดฉายความเจ็บปวดเป็นครั้งแรกที่ให้เห็น ยามะพีไม่รู้หรอกว่า คาเมะได้ดึงมันออกมาจากเรื่องราวที่ฝังลึก ใส่กุญแจล็อกอย่างแน่นหนาขึ้นมาอย่างยากเย็น เพื่อจะฝังความรู้สึกเกลียดชังตนเองลงในสำนึกของคนฟัง
คาเมะไม่คิดจะแก้แค้น แต่คาเมะไม่คิดให้อภัย และไม่ว่าคาเมะจะตั้งใจหรือไม่ สำหรับยามะพี นี่คือการลงฑัณฑ์
อาจเป็นการแลก อย่างไม่คุ้มเสีย แต่คาเมะยังไม่รู้ ว่าการลงทุนครั้งนี้ ส่งผลมากกว่าที่คิดไว้หลายเท่าตัวนัก
ความเงียบอย่างกดดันกัดกินอยู่เป็นเวลานานเมื่อคาเมะไม่ได้พูดอะไรต่อและยามะพีก็พูดอะไรไม่ออกสักนิด ได้แต่นั่งนิ่งอย่างเสียใจ ราวกับความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวที่ตนก่อ ตอนนี้ความสาหัสของมันทบทวีเป็นเท่าตัวและกดทับลงบนบ่าทั้งสองข้างจนหายใจไม่ออก
คาเมะตัดสินเขา ตั้งแต่วันนั้นแล้ว
อย่างไม่มีโอกาสให้แก้ตัว…
หัวใจห่อลง แต่เขาก็ยังอยากจะเริ่มใหม่....อยากให้คาเมะลืมเรื่องเดิม ๆ แล้วเขาสัญญาว่าจะไม่ทำให้คาเมะผิดหวังเป็นครั้งที่สอง แต่ริมฝีปากกลับหนักอึ้งจนขยับไม่ได้ ร่างกายยังทำได้แค่อยู่เฉย รอให้คาเมะพูดอะไรสักอย่าง แล้วระหว่างนั้น ความละอายใจในความคิดของตนที่นึกเห็นแก่ตัว ก็กระหน่ำซ้ำเติมเข้าลูกใหญ่จนนิ่งงัน
แล้วคาเมะก็ปล่อยไว้เช่นนั้น ราวกับให้ยามะพีทบทวนความผิดตัวเองซ้ำไปซ้ำมาอย่างเลือดเย็น
"ผมขอโทษ" ร่างสูงบอกเสียงเครือ อยากคว้าร่างบางเข้ามาปลอบโยน ทั้งที่รู้ดีว่าไม่ทันเสียแล้ว “คาเมะ...”
คาเมะหัวเราะ แต่น้ำเสียงไม่มีความตลกเจือ และนัยน์ตาไม่ฉายแววใด
"ยิ่งแกสัมผัสฉันเท่าไหร่ ความรู้สึกเก่า ๆ มันก็คืนมาเท่านั้น สงสัยอยู่ว่าฉันทนได้ยังไง....."
ได้ยินเช่นนี้ ยามะพีไม่กล้ารั้งคาเมะไว้อีกแม้แต่นาทีเดียว...
คาเมะก้าวลงจากรถ ยามะพีถามขึ้น โดยไม่หันไปมอง
"แล้วคุณเชื่อมั้ย ว่าผมรักคุณจริง?"
ไม่มีคำตอบใด นอกจากสายตาราวกับเยาะหยันต่อคำถามนั้น และแผ่นหลังที่จากไปโดยไม่ใส่ใจสิ่งใดอีกให้ได้รู้ว่า....
สำหรับคาเมะ คำว่ารัก ไม่มีค่าอะไรเลย
ก็แล้วจะมีค่าได้อย่างไร ในเมื่อเขาเป็นคนทำลายลงด้วยมือตัวเอง
วินาทีนั้น หัวใจของยามะพีหนาววูบอย่างไม่เคยเป็น
.................................................................................
..............................................................................................................
ยูยะเดินไปเดินมาด้วยชักจะเซ็งขึ้นทุกที
ติดต่อคาเมะไม่ได้เลย
ที่คลับก็บอกว่าคาเมะไม่มาทำงานหลายวันแล้ว แต่วันนี้อาจจะเข้ามา เชื่อได้มั้ยเนี่ย?
"มาทักทายคุณเขาเสียสิยูยะ"
เด็กหนุ่มสะดุดกึกเมื่อความเป็นส่วนตัวถูกรบกวน แล้วโทรศัพท์ก็แทบร่วงจากมือ เมื่อหันไปเห็นหญิงสาวร่างบางสะองตรงหน้า พลางมองผู้เป็นพ่อที่ยืนอยู่เคียงกันอย่างไม่เชื่อหูเท่าไหร่
อีกแล้วหรือ?
แล้วตัวเอง ก็ต้องปลอบตัวเอง ให้เคยชินสักที ก็อย่างนี้เองไม่ใช่หรือ นับแต่ครั้งแรกแล้ว ที่พ่อหาแม่คนใหม่ให้เขาได้ทันใจจนยูยะคิดไม่ถึง
ยูยะเคยอยากถามพ่อว่าไม่คิดถึงแม่ที่เพิ่งจากไปบ้างหรือ แต่กลับเก็บปากสนิทและไม่เคยพูดเรื่องนี้ ก็ในเมื่อเขารักพ่อ อะไรที่เป็นความสุขของพ่อ เขาก็จะไม่ขัด
แต่ไม่น่าเชื่อ.....ว่าเขายังเรียกแม่เลี้ยงคนแรกว่าแม่ได้ไม่คล่องปากดีด้วยซ้ำ แม่คนที่สองก็หายไป มีแม่คนที่สามเข้ามา เป็นอย่างนี้หลายต่อหลายครั้ง กระทั่งปฏิสัมพันธ์ตามมารยาทเจือจางลง พ่อจะควงผู้หญิงคนไหน ไม่จำเป็นต้องบอกยูยะ และยูยะก็ไม่มีสิทธิ์ออกความเห็นหรือก้าวก่ายชีวิตรักของพ่ออีก..
"สวัสดีครับ"
ยูยะกล่าวทักทายหญิงสาวที่ท่าทางพยายามเป็นมิตรกับเขาเสียเหลือเกิน
"เงินเข้าบัญชีเดือนนี้ครบมั้ย"
"ครบฮะ"
ยูยะพูดราวกับโปรแกรมที่ถูกตั้งไว้ เรื่องคุยระหว่างยูยะกับพ่อลดน้อยลงทุกทีตามจำนวนครั้งที่ได้พบกัน ยูยะต้องยอมรับว่าพ่อที่เป็นคนของสังคม และเฝ้ามองพ่อที่กอดเด็ก ๆ ในสถานสงเคราะห์ทางโทรทัศน์ พ่อที่มีรอยยิ้มอารีน่าเชื่อถือแก่คนแปลกหน้า พูดจาฉะฉานกับลูกน้อง แต่เวลานั่งคุยจริงจังกับยูยะสักชั่วโมงยังไม่มีเลย
"วันเกิดปีนี้ พ่อคงอยู่ต่างประเทศ..." ผู้เป็นพ่อกล่าว รอดูท่าที เมื่อเห็นลูกชายตนไม่ว่าอะไร จึงกล่าวต่อ "ลูกคงอยู่คนเดียวได้นะ"
คำถามเช่นนี้ ไม่ต้องการคำตอบว่า 'ไม่'
ยูยะจึงยิ้มรับ "ได้ครับ"
พ่อเป็นคนที่ยูยะรักและนับถือมากที่สุด แต่เขาไม่ชอบ...ทุกครั้งที่เห็นตัวเลขที่มีศูนย์เพิ่มท้ายขึ้นมาอีกในบัญชี เงินที่พ่อให้มาในแต่ละเดือน เขาใช้ไปไม่ถึงหนึ่งในสาม และยังไม่นับบรรดาการ์ดทั้งหลายที่ทิ้งไว้สำหรับจับจ่ายใช้สอย แต่เพราะไม่เคยสังเกต ไม่เคยแม้แต่จะมาดู จึงไม่รู้ และเพราะยูยะไม่เคยออกปาก พ่อจึงคิดว่าแค่ให้เงินครบทุกเดือนเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว
ผู้เป็นเลขาเข้ามาเตือนว่าใกล้ถึงเวลานัดพบคู่ค้าคนสำคัญ พ่อจึงควงผู้หญิงคนนั้นเดินออกไป มองจากแผ่นหลังผู้หญิงคนนี้คล้ายกับแม่ แต่ไม่ใช่
ยูยะเคยคิดว่า พ่อทำแบบนี้เพื่อเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไปให้ตัวเอง ให้ยูยะ แต่นานเข้า ยูยะเริ่มไม่แน่ใจ ว่าพ่อยังจำแม่ได้อยู่หรือไม่
เขาเดินไปส่งพ่อ หยุดอยู่ตรงหัวบันได มองตามไป แล้วความทรงจำครั้งหนึ่งก็แวบเข้ามาอย่างเลือนราง
เหมือนกันเลย
วันนั้นเป็นวันเกิดปีแรกที่แม่ไม่อยู่แล้ว พ่อก็ติดงานอย่างนี้ เขายังเป็นเด็กตัวเล็ก ๆ ยืนอยู่บนบันไดขั้นเดียวกันนี้ ร้องไห้งอแงมองแผ่นหลังของพ่อ ต้องให้พ่อบ้านกอดปลอบว่า พ่อต้องกลับมาทันแน่ ๆ
เค้กวันเกิดที่ปักเทียนไว้ ยูยะไม่ยอมเป่า กระทั่งหลอมเป็นน้ำตาเทียนจนหมด พ่อก็ยังไม่กลับมา
เนื้อเค้กชั้นเลิศ ราคาแพง รสที่ยูยะชอบที่สุด จากร้านที่ดีที่สุด แต่รสชาติกลับกร่อยลิ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ปีก่อนหน้านั้นยูยะสูญเสียแม่ไป ปีถัดมา พ่อยังอยู่ แต่พ่อไม่ได้อยู่กับยูยะแล้ว
ยูยะเดินขึ้นบันได แล้วเปิดประตูห้อง หมอนเก่าใบใหญ่ แต่ยังสะอาด ยูยะไม่เคยให้ใครเข้ามาเปลี่ยน ก็หมอนใบนี้เองไม่ใช่หรือที่เขาเคยแย่งซุกกับพ่อ เวลาแม่เล่านิทานให้ฟังก่อนนอน พอถึงตอนปิศาจปรากฏตัว แม่เล่านิทานเก่งมาก เล่าจนยูยะกลัว ร้องไห้โฮ แล้วกอดพ่อแน่น ตอนนั้นพ่อลูบหัว บอกว่าไม่ต้องกลัวหรอก ถ้าใครจะทำอะไรยูยะ พ่อจะจัดการเอง แล้วเรื่องก็จะเล่าถึงตอนที่มีเจ้าชายมาปราบปิศาจ แล้วสุดท้ายความดีก็ชนะอธรรม
ยูยะกอดหมอนใบนั้น แม้ขณะนี้จะเย็นชืด ก็ยังหลงเหลือความอบอุ่นที่เคยมี
.....ยูยะต้องเป็นคนดีนะลูก.....
แม่บอกเขาเสมอ รอยยิ้มอ่อนโยนนั้น ยูยะยังจำแม่น
แต่ทั้งที่ยูยะก็เป็นเด็กดีมาตลอด แล้วทำไมพ่อกับแม่ถึงไม่ยอมอยู่กับยูยะล่ะ...
หน่วยตากลมรีอ่อนแสงลง
เขามองนาฬิกา ยังไม่ดึกมาก จึงหยิบของติดตัวแล้วเดินออกไปข้างนอก
..................................................................................
.......................................................................................................
ร่างที่ดูเหมือนจะไม่ได้สตินั้น หลับคาพวงมาลัยรถที่เปิดไว้ครึ่ง ๆ กลาง ๆ เด็กหนุ่มร่างเล็กปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับร่มในมือ ยูยะค่อยเดินเข้าไปใกล้ ครั้นเห็นว่าเป็นใครก็นิ่งไปชั่วขณะอย่างไม่แน่ใจ มองซ้ายมองขวา ไม่เห็นวี่แววคนมาแสดงตนว่ามาด้วยกัน เลยลังเล เข้าไปดูใกล้ขึ้นอีกนิด
กลิ่นแอลกอฮอล์หึ่ง ยูยะยู่หน้าเล็กน้อย เขาดื่มไม่ค่อยเก่ง แล้วยิ่งไม่นิยมพวกมีอะไรกลุ้มใจแล้วกินเหล้าเมาแอ๋ไม่ดูแลตัวเอง แต่พอก้มลงจนเห็นหน้าชัด ๆ ก็แทบครางออกมา
เจอกันอีกแล้ว จะบังเอิญไปถึงไหน แล้วมาบังเอิญอะไรเอาตอนนี้
เด็กหนุ่มมองหน้าอีกฝ่ายอย่างชั่งใจ
สุดท้ายก็ทำเป็นไม่เห็น เดินไปอีกทาง
เฮอะ ไอ้พวกขี้เมา ทิ้งไว้อย่างนี้แหละ ไม่อยากจะยุ่ง!
แต่เดินไปได้สามก้าวก็หันหลังกลับ แทบทึ้งหัวในความไม่เด็ดขาดของตัวเอง
ยามะพีเงยหน้ามอง เงานั้นซ้อนทับกับใครบางคน ดวงตาเขาพร่ามัว เสียงฝนตกเปาะแปะชวนอารมณ์แสนง่วงให้พลิกกายซุกหน้ากับเบาะ เสียงนั้นยังได้ยิน ใครสักคนบอกให้เขาตื่น ใคร? คาเมะคงไม่ห่วงเขาถึงขนาดนี้ ถ้าเป็นแต่ก่อนก็อาจเป็นไปได้ แต่ไม่มีทางตื๊อเขาไม่หยุดแถมเขย่าตัวเขาแรง ๆ แบบนี้เด็ดขาด
ยามะพีลืมตาปรือ เขาไม่แน่ใจว่าเขาออกมาค้างกับใครหรือเปล่า เพียงแค่รู้แน่ว่านี่ไม่ใช่ห้องของเขา และไม่ใช่คาเมะที่อยู่กับเขา ยามะพีก็คร้านจะหันไปมองว่าคนที่อยู่ด้านหลังเป็นใคร....
ฝนเริ่มตกหนักขึ้น ยูยะจึงถือวิสาสะปีนเข้าไปในรถ มองอีกฝ่าย ริมฝีปากนั้นแห้งผาก พึมพำเหมือนอยากได้น้ำ ยูยะเลยหยิบขวดน้ำมา พยายามป้อน ยามะพีถอนหายใจ ป่ายมือไปอย่างรำคาญ เสียงแหว ๆ นั่นร้องลั่น พร้อมกับที่เขารู้สึกชื้น ๆ ตรงกลางหลัง ยามะพีหันไปเพื่อพบกับดวงตาโต ใบหน้ามนจ้องเขาอย่างโยนความผิด
"เปียกหมดแล้ว"
ใคร?
"เมามาไม่มีใครว่าหรอก แต่มาพับเอาข้างถนนเนี่ย ไม่กลัวโดนลากไปตีหัวหรือไง? นี่ถ้าเป็นขโมยขโจรที่ไหนล่ะก็ เหลือแต่ตัวแล้วล่ะ"
เสียงนั้นยังบ่นงุบงิบต่อไปเพราะเห็นว่าเมา ส่วนยามะพีกำลังทวนความจำ แต่นึกไม่ออก
"คาเมะ...." ยามะพีพูดออกมาเป็นคำแรก เขาหัวเราะ...เยาะตัวเอง
มุมปากที่เหยียดยิ้มออกอย่างสิ้นหวัง ทำให้อีกฝ่ายเงียบไป ก่อนเสียงไม่แน่ใจนั้นจะถามขึ้นอีก
"ทะเลาะกันเหรอ"
"ยิ่งกว่านั้น..."
"เลิก?"
".....พอแล้ว...อย่าถาม...อย่าพูดถึง.."
เสียงยามะพีบอกกลับมา อู้อี้แต่พอฟังเป็นคำ ยูยะเกาหัวแกรก ๆ เขย่าให้ยามะพีรู้สึกตัว แต่ยามะพีกลับปัดแขนยูยะทิ้งอย่างรำคาญ ยูยะชักจะโมโห ทิ้งไว้ก็ดีหรอก แต่เห็นว่าเคยเห็นหน้าเห็นตากัน เลยเป็นห่วง เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ปล่อยตัวเองให้เป็นได้ตั้งขนาดนี้ ยูยะไม่ชอบใจเลย
"ไม่ได้เรื่องเลย" เด็กหนุ่มพ่นออกมาคำนึง
"อะไรนะ.."
"ไม่ได้เรื่องเลย"
คราวนี้ ยามะพีหันมา ดวงตาแดงก่ำ "นายจะไปรู้อะไร!"
"ไม่รู้อยู่แล้วล่ะ" ยูยะพูดง่าย ๆ “แต่คาเมะใจดีจะตาย นี่คงไม่ได้พยายามอะไรเลยสินะ”
“พอแล้ว” ยามะพีบอก ไม่สนใจ เสียงนั้นคล้ายจะบอกยูยะ แต่ท่าทางราวกับบอกตนเอง
“ฉันผิด....ฉันผิดเอง…ขอโทษ…”
คำพูดนั้น ราวจะส่งไปหาคนที่ไม่มีทางได้ยิน
เด็กหนุ่มกัดริมฝีปาก ภาพตรงหน้าทำให้เขาคิดถึงพ่อตัวเอง สมัยที่แม่เขาเพิ่งจากไปใหม่ ๆ ก็อย่างนี้เลยไม่ใช่หรือ? และเพราะเขาไม่รู้จะทำยังไง เลยได้แต่ให้พ่ออยู่กับตัวเอง ทำอะไรตามใจตน หมกมุ่นอยู่กับความเศร้า แล้วสุดท้ายพ่อก็เป็นคนไร้ชีวิตจิตใจอย่างทุกวันนี้ แล้วคน ๆ นี้จะเป็นแบบนั้นหรือเปล่า?
“พยายามหน่อยสิ” ยังเซ้าซี้อีก คราวนี้เสียงอ่อน “ไม่รักคาเมะแล้วเหรอ ถ้ารักก็ต้องพยายามมาก ๆ นะ”
ยามะพีลืมตาขึ้น คราวนี้เขามองอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจ
“ฉันนึกว่านายชอบคาเมะ”
อ้าว ก็จำเขาได้นี่?
ยูยะอมยิ้ม
“ชอบสิ” ตอบสั้น ๆ
“แต่พ่อผมเคยสอนให้ดูคน.........ถ้าเขาทำหน้าอย่างนี้ ต้องให้กำลังใจ” ยูยะบอก “แล้วพ่อก็บอกด้วยว่าไม่ต้องโทษตัวเองให้มากนัก เวลาเราตกอยู่ในปัญหา ต่อให้เล็กแค่ไหนก็ยังเป็นปัญหา กลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาได้เพราะเราวิ่งวนอยู่อย่างนั้นโดยหาทางออกไม่เจอ ถ้าทำอะไรไม่ถูก ให้ถอยออกมาใช้ความคิดก่อนสักก้าว เพราะดวงตามืดบอดย่อมมองไม่เห็นอะไร แล้วก็เลยไม่รู้ว่าจะเริ่มแก้ที่ตรงไหน…..คุณก็อย่าท้อสิ”
คนพูดหยุดไป เพราะเพิ่งสังเกตว่าอีกฝ่ายมองอยู่ตลอด เลยรู้ตัวว่าชักพูดมาก แล้วยังรู้สึกแปลก ๆ ที่มากอดอกพูดกับคนอายุมากกว่าคล้ายกับยกตัว เลยหัวเราะแหะ
“ล็อกประตูให้ดีล่ะคุณ......ผมไปก่อนล่ะ” แล้วอยู่ ๆ ยูยะกลับนึกถึงคนที่นอนหลับตายคารถบ่อย ๆ ใจคอเลยไม่ค่อยดี เปลี่ยนใจ "เดี๋ยวผมไปตามคนมาดีกว่า..."
ยามะพีฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง แต่พอเห็นแผ่นหลังที่จะจากไปก็กลับใจหายวาบ
ไปแล้วหรือ?
....เขาคว้าแขนนั้นเอาไว้ ไม่รู้ตัว
ยามะพีไม่ชอบเลย เวลาคาเมะเดินจากเขาไป....อยากจะคว้าไว้ตั้งกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แต่เขาไม่เคยเอื้อมแขนออกไปสักครั้ง
แต่มือที่จับมือเขาเอาไว้เพื่อจะวางลงบนเบาะนั้นอุ่นและเบามืออย่างยิ่ง เสียงนุ่ม ๆ บอกเขาคล้ายกับคำสัญญา
"เดี๋ยวมาครับ ไม่ทิ้งหรอก"
ร่างของยามะพีถูกคนในคลับพยุงเข้ามาในห้องพัก ยูยะเดินตามเข้ามาดู ค่อย ๆ ทรุดนั่งลงกับเตียง เท้าคางมองอีกฝ่ายที่นอนหลับสนิท เด็กหนุ่มเอาคางเกยเตียง มองใบหน้าอีกฝ่ายที่อยู่ในระดับเดียวกัน ดวงหน้าหมดจดทำให้ยูยะมองเพลิน แล้วก็นึกสนุก มองซ้ายมองขวา พอไม่เห็นใคร ก็เอานิ้วไปบีบปลายจมูกไว้ จะตื่นหรือเปล่านะ อยากรู้ คนหลับเพราะเมาพับเนี่ย หลับสนิทรึเปล่า?
นิ่ง...
ขยับหน่อยสิ อยากรู้จริง ๆ นะ
น่าจะกลั้นหายใจได้ครึ่งนาทีกว่า ๆ คงไม่ตายหรอกมั้ง อีกนิด...อีกนิด อ๊ะ
ขยับแล้ว!
ยามะพีครางต่ำ พลิกตัว ปัดมือตรงจมูกอย่างขัดใจ แต่ก็ไม่ได้ตื่น
ยูยะเอาคางวางไว้บนมือ ร้องบราโว่อยู่ในใจ พลางกลั้นหัวเราะ
ผู้ชายคนนี้น่ารัก....
แต่เจอทีไรไม่ยอมยิ้มเลย ทั้งที่น่าจะยิ้มสวยแท้ ๆ ทำหน้าเหมือนแบกความทุกข์ไว้งั้นแหละ
น่าจะยิ้มได้เยอะ ๆ ยิ้มจากใจ ไม่ใช่ชั่วครู่ชั่วคราว
จะเป็นไปได้รึเปล่านะ?
"ขอบคุณนะครับ" ผู้ชายที่ช่วยกันพายามะพีเปิดประตูเข้ามากล่าว หลังจากไปถอยรถเก็บเข้าในตึก
“ไม่เป็นไรฮะ”
ยูยะลุกขึ้น แล้วค่อยเดินจากห้องไป ฮัมเพลงเบา ๆ อย่างอารมณ์ดี
...................................................................................................................................
................................................................................................................................................
จินนอนมองเพดานห้องตัวเอง แขนสองข้างกุมไว้บนอกราวจะกดความรู้สึกเบาบางอย่างหนึ่งที่ค่อยประสานตัวแน่นขึ้นทีละนิดให้จมลึกลงไป เขารู้ รู้มาตลอดนับแต่วันนั้นที่คาเมะปรายตาอาฆาตใส่ ว่าเขาและคาเมะคงญาติดีด้วยกันไม่ได้อีกแล้ว แต่เมื่อมีครั้งหนึ่งเผลอหวั่นไหวไป มันก็มีครั้งต่อมาได้เรื่อยอย่างน่าหงุดหงิด และควรสมน้ำหน้าซ้ำ ที่ไม่ยอมยั้งตัวเอง
แต่ยังหรอก ยังไม่สายไป
เขายังถอนตัวทัน......
ตลกร้ายชัด ๆ มีวันที่เขาต้องมานอนคิดอะไรแบบนี้ด้วยหรือ ทั้งที่เคยออกปากว่าไม่อยากยุ่งด้วยแท้ ๆ
ไม่ยาก.... จินบอกตัวเอง คบกับใครมาตั้งมากมาย จินยังไม่เคยนั่งกลุ้มอยู่นาน ก็แค่คนผ่านเข้ามา แล้วผ่านไป เดี๋ยวก็มีคนใหม่ ๆ ให้ได้เจอ
แต่สัมผัสที่ยังตกค้างอยู่บนกลีบปาก ชวนให้จินใจหาย
ที่จริงแล้ว เขาไม่น่า....
จินถอนหายใจยาว
แล้วเสียงโทรศัพท์จากคนที่เขาไม่คาดคิดว่าจะโทรมาอีกก็ทำให้จินชะงัก เขาปล่อยให้เสียงนั้นดังอยู่เป็นนานก่อนกดรับสาย ชั่ววินาทียาวนานกว่าที่คิดเมื่อจินแนบหูลง แล้วเสียงราบเรียบทว่าบ่งความเอาแต่ใจตามเคยนั้นลอดออกมา
ได้ยินแล้ว ไม่รู้ทำไมไอ้ที่เคยหนักอึ้งอยู่ในอกมันเบาขึ้นเปลาะหนึ่ง
"อยากเจอ ออกมาหาหน่อย"
หนอย จะให้เขาออกไปให้โดนปั่นหัวเล่นอีกงั้นหรือ?
เมื่อนึกถึงภาพที่ตนบังเอิญเห็นเข้า ก็คันคะเยอใจขึ้นมา ไม่อยากคิดอะไรให้มากไปกว่านี้ และเพราะอย่างนั้น เพื่อเป็นการปกป้องตัวเอง จินตั้งใจกันตัวเองออกจากคาเมะ เขาไม่พูดอะไรแม้สักคำ มือกำโทรศัพท์แน่นขึ้น แล้วเขาก็วางโทรศัพท์ลง
พอเท่านี้ เอาอะไรมาขู่ ก็ไม่ยุ่งด้วยแล้ว
"นายไม่มา ฉันก็ไม่กลับ"
เสียงนั้นพูดทันได้ยินอย่างน่าเจ็บใจ
คราวนี้ต้องการอะไรจากเขา? บทจะไล่ก็ไล่ บทจะกลับมา ก็กลับมาง่าย ๆ อย่างนี้เชียวหรือ มีลูกไม้อะไรหรือเปล่า?
แต่ที่น่าโมโหกว่าคือตัวเองไม่ใช่หรือ?
จินวุ่นวายใจ.....
เป็นครั้งแรก
และเป็นเรื่องที่ไม่สามารถปรึกษาใครได้เลย
เขาปิดไฟนอน และไม่สนใจ ว่าคนที่บอกว่ารอ จะรอตามที่พูดจริงหรือไม่
น่าขำไม่ใช่หรือ รู้เช่นเห็นชาติกันจนป่านนี้แล้ว จะสนุกกับการล้อเขาเล่นอีกได้อย่างไร
ไม่มีทาง
เสียงนาฬิกาเรือนใหญ่ด้านล่างตีครบสิบสองครั้ง จินสะดุ้งตื่น ทั้งที่เสียงไม่ได้ดังอะไรเลย แต่มีความกังวลใจลึก ๆ ให้ไม่สบายใจ เขาเดินลงมาด้านล่าง ต้มน้ำร้อนดื่มชา ให้ร่างกายอุ่นขึ้น ตอนนั้นเองที่จินค่อยรู้ตัวว่าอากาศตอนกลางคืนเย็นเยียบเพียงใด
เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา โทรออกง่าย ๆ ทั้งที่ยังลังเล
"ฮัลโหล" เสียงนั้นตอบกลับ
"อยู่ที่ไหน?"
"รอนายอยู่ไง" จินไม่เชื่อหู กระทั่งเสียงรถวิ่งผ่านไปท่ามกลางคืนที่เงียบสงัดทำให้จินถอนหายใจ
"อยู่กับใคร"
"คนเดียว" คาเมะบอกเฉย "ฉันรอนายอยู่ อาคานิชิ"
"บ้ารึเปล่า ดึกขนาดนี้แล้ว กลับไปซะ"
เขาวางโทรศัพท์ไป นั่งมองอยู่ตรงนั้นสักสิบนาที จึงโทรออกไปอีก
"คาเมะ" เขาไม่รอให้ปลายสายขึ้นก่อนด้วยซ้ำ "อยู่ไหนแล้ว?"
"ที่เดิม ตรงที่เคยเจอกันน่ะ"
"บอกให้กลับไปไง"
เขาได้ยินเสียงกลั้วหัวเราะ แล้วจินก็รู้สึกเหมือนตัวเองพลาดไปถนัดใจ
ดูทำเข้า บอกว่าไม่ยุ่ง ๆ แล้วนี่เขาทำอะไรอยู่! โทรตามเช็กกี่รอบแล้ว!
"ฉันไม่ไปหรอก"
จินถอนหายใจอีกรอบ "ไม่เห็นหรือว่ากี่โมงกี่ยามแล้ว"
"ไม่รู้ ลืมใส่นาฬิกา" คาเมะเงียบไปพักนึงเหมือนจะคิด "กระเป๋าตังค์ก็ลืม ไม่มีอะไรติดตัวเลย มีแต่กุญแจห้อง อยากให้กลับก็มารับกลับสิ"
กล่าวเหมือนจะหยอก จินเลยบอกเสียงต่ำอย่างเหลืออด “อย่าโกหก"
"ปล่อยฉันไว้นี่ก็ได้" คาเมะพูดทีเล่นทีจริงเหมือนรู้ว่าจินจะง้อ "เจ็บแผล สงสัยจะอักเสบ ถอดผ้าพันแผลออกตั้งแต่เช้า รำคาญ"
"......คาเมะ อย่าดื้อ" จินเริ่มหงุดหงิด แล้วก็นึกได้ อย่าดื้องั้นหรือ? คาเมะกำลังดื้อกับเขางั้นหรือ?
"ฉันรู้ว่านายหาวิธีกลับเองได้"
เสียงที่จินได้ยินคราวนี้กลับเป็นเสียงร้องคล้ายตกใจ ทว่าเสียงนั้นไม่ได้พูดกับเขา แล้วสายก็ตัดไปให้คนฟังมือเย็นเฉียบ ด้วยกลัวว่าอีกฝ่ายจะเกิดเหตุร้าย จินเรียกชื่ออยู่สองสามครั้งก็สบถขัดใจ เขาคว้าเสื้อคลุมสวมทับแล้วออกไปข้างนอก โบกแท็กซี่ไปยังตรงที่คาเมะน่าจะอยู่ แต่เมื่อไปถึง กลับไม่พบใคร จินวิ่งหาอย่างร้อนใจ แล้วชะงักเมื่อเห็นคาเมะกำลังนั่งยอง ปล่อยให้แมวขนปุยตัวน้อย ๆ เอาคางไซร้มืออย่างน่าเอ็นดู
จินถอนหายใจ เริ่มไม่รู้จะทำหน้าอย่างไรเมื่อคาเมะหันมามองแล้วยิ้มอย่างนึกขัน
"มาทั้งชุดนอนเลยหรือ?"
"แผลที่แขนเป็นยังไง?"
จินขมวดคิ้วมุ่น คาเมะเลยยื่นให้ดู แผลแนวยาวที่หากไม่หงายท้องแขนขึ้นก็ไม่อาจสังเกตเห็นยังสดอยู่ บางแผลปริออกมีเลือดซึม อยากจะดุให้สักยก แต่ที่จินทำก็แค่ถอนหายใจ หันไปทางอื่น
"โกรธเรื่องเมื่อเช้าหรือ?"
"ทำไมต้องโกรธ?"
"ก็นายหึงฉัน" คาเมะบอกเสียงเรื่อย ๆ พลางอุ้มลูกแมวตัวนั้นเล่นต่อเหมือนไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญ แต่ยังกับอะไรตีลงกลางใจจิน ทว่าเอาป่านนี้แล้วจะปฏิเสธให้เสียหน้าไปมากกว่านี้ก็ใช่ที่ บวกกับความฉุนที่แล่นริ้วขึ้นมาก็ทำให้จินถามกลับเสียงสูง
"นายจงใจให้ฉันเห็น?" เขาคิ้วขมวดเข้าหากันน้อย ๆ แล้วคาเมะก็ยิ้ม ๆ ไม่ปฏิเสธอะไร
“เห็นแค่ไหนก็แค่นั้นแหละ ฉันไม่ได้ทำอะไรต่อจากนั้นหรอก” คาเมะหัวเราะหึ “ไม่ได้จูบด้วย”
หัวใจพองขึ้นวูบหนึ่งอย่างไม่น่าให้อภัย แต่สายตาที่ปรายมาเหมือนจะรู้ ทำให้จินร้อนตัววูบแล้วชักไม่แน่ใจว่าตอนที่ตัวเองทำเรื่องปัญญาอ่อนแบบนั้นลงไป คนป่วยหลับสนิทจริงหรือว่าแกล้งหลับ เขาโวยวายแก้เกี้ยว
"แล้วใครอยากรู้ไม่ทราบ!"
ภายในประโยคเดียว ชั่ววินาทีสั้น ๆ ความคิดก็ผุดขึ้นในใจจินมากมาย เมื่อเห็นใบหน้าคาเมะที่หันมามองเหมือนกำชัยชนะ คาเมะเจตนาให้เขาเห็นตัวเองมีความสัมพันธ์กับคนอื่นเพื่ออะไร ไม่ใช่เพราะต้องการทดสอบเขาหรอกหรือ ถ้าอย่างนั้นที่เรียกเขาออกมากลางดึกแบบนี้ก็แค่การทดสอบด้วยหรือเปล่า
เขาคิดทบทวนคำพูดของคาเมะ.......แล้วครางออกมา แทบกุมขมับ
เขาตกหลุมพรางของคาเมะ.......เผลอเดินไปตามเกมที่คาเมะวางไว้อย่างง่าย ๆ ทุกครั้ง
หมากง่าย ๆ ที่ไม่ซับซ้อน แต่จินแทบไม่คิดทันเลย ถึงต่อให้คิดทัน ก็มักเลือกทำตามที่คาเมะต้องการอยู่ดี
"จิน เกลียดฉันมากแค่ไหน?" เสียงนั้นถามทะลุปล้องขึ้นกลางความคิดของเขา
จินกะพริบตาปริบ ยักไหล่
"ก็ไม่มากเท่าไหร่" เด็กหนุ่มถูจมูกแก้เกี้ยว "นิสัยแย่ ๆ ของนายบางอย่างก็พอทน"
สิ้นคำ คนพูดก็แทบสะดุ้งเมื่อร่างที่อยู่ประชิดด้านหลังแนบหน้าลงบนไหล่ เขาเรียกชื่อ
"คาเมะ?"
ร่างนั้นไม่ตอบคำถาม เขาหมุนตัวกลับมา เพื่อจะเจอร่างที่สายตาอยู่ระดับอกเขา.....
"จำไว้นะ" คาเมะบอก ติดจะขบขัน "ฉันอุตส่าห์มาง้อ ถ้าทิ้งฉันก่อน ฉันเอานายตาย"
คำพูดที่ไม่ตรงแต่ชัดเจนจนคนฟังอึ้ง ผ่านไปชั่วครู่ให้คิดได้ว่าอะไรเป็นอะไร จินก็ถลำลึกลงไปด้วยการดึงแขนคาเมะเข้าไปกอดอยู่ในอก อย่างที่ต้องสาปแช่งว่าช่างขุดหลุมฝังตัวเองดีนัก แล้วคราวนี้จะถอนตัวขึ้นมาได้ยังไง
กลิ่นหอมโล่งจมูกอ่อน ๆ ทำให้คาเมะหลับตาลง พร้อมกับความคิดที่ว่า เด็กผู้ชายคนนี้ยังกอดได้อุ่นเหมือนเมื่อวาน
กอดไม่แน่นเกินไปจนอึดอึด แต่ไม่หลวมเกินไปจนรู้สึกว่ามีอะไรขาดหาย แขนแข็งแรงที่โอบกระชับอยู่บนแผ่นหลังและไหล่ให้ความรู้สึกมั่นคง แต่คาเมะก็ไม่คิดเชื่อนัก ใบหน้านั้นยังเหม่อลอยคล้ายไม่มีสิ่งใดให้ยึดเหนี่ยว แล้วอยู่ ๆ แขนของตนก็กอดตอบอีกฝ่ายบ้าง ซุกหน้าลงไปราวกับอยากพัก ดวงหน้าในยามที่ไม่มีใครเห็นฉายความเหนื่อยอ่อน
ช่องว่างที่ได้รับการเติมเต็มอยู่ไม่ขาด แต่เติมเท่าไหร่ก็ไม่เต็มสักที เป็นวัฏจักรเดิม ๆ ที่ไม่รู้ว่าแต่ละครั้งจะนานเท่าไหร่ และเมื่อใดจะจบ แต่สุดท้ายก็มีวันจบ แล้วเริ่มใหม่ซ้ำ ๆ อย่างห้ามตัวเองไม่ได้
แล้วคราวนี้ สำหรับเจ้าเด็กนี่ เขาจะอยู่ด้วยได้นานสักเท่าไหร่กัน
ความคิดนั้นหยุดชะงัก เมื่อริมฝีปากถูกแตะเบา ๆ อย่างขลาดเขินเหมือนเรียกร้องความสนใจ
“ไม่เป็นไรนะ?”
ไม่รู้ว่าคำถามนี้สำหรับอะไร จินหมายถึงอากาศที่หนาวเกินไป หรือห่วงว่าคาเมะจะเจ็บแผล หรือสังเกตท่าทีของคาเมะได้ ว่ากำลังเหงา กำลังคิดอะไรมากมายภายใต้ใบหน้าที่ใครต่อใครอ่านความจริงกันไม่ออก
คาเมะมองอีกฝ่ายโดยไม่มีคำพูด พอโดนมองเอามาก ๆ ดวงตาคมคู่นั้นก็หลบไปอย่างเก้อ ๆ ราวกับเด็กหนุ่มเพิ่งหัดรักเป็นครั้งแรก ทำให้คาเมะยิ้มอย่างนึกขำ
คาเมะโน้มคอจินลงมา แล้วหลังตาลง......
จูบธรรมดา
แต่เขย่าหัวใจที่ด้านชาจนสั่นนิด ๆ ได้ ถือว่าไม่เบา
..........................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................
tbc.

3ตอนรวด หุๆๆๆ
แต่ว่านะ...ก็เข้าใจว่าคาเมะเจอเรื่องร้ายๆมา
แต่ว่า...อดคิดไม่ได้ว่าเหมือนคาเมะจะใจร้ายเลย งืมๆ
อ้าา...แล้วก็จินน่ารัก 555+
สู้เค้าจิน!!