(SF) Gokusen fanfic - - end
โอดางิริ ริว....
ผมเคยเกลียดหมอนี่
อย่างน้อยก็คิดว่าเกลียด
............................................................................................
........................................................................................................................
ผมอยู่ในโกดังร้างที่ไหนสักแห่ง ผมนึกไม่ออกหรอกว่าที่นี่ที่ไหน รู้แค่ว่าเมื่อพวกมันโทรมา บอกว่าริวอยู่กับมัน ผมก็ร้อนใจแทบบ้า พอมันบอกทาง ผมก็รีบวิ่งมาแทบไม่คิดชีวิต ครั้นเห็นเขา ผมก็ลืมทุกอย่าง......ลืมทุกอย่างจริง ๆ
ลืมกระทั่งเส้นทางที่วิ่งมา ลืมกระทั่งความหงุดหงิดที่พวกมันใส่ร้ายป้ายสีผม ลืมว่าเรายังคงมึนตึงกันอยู่
สิ่งเดียวที่ผมคิดคือริวปลอดภัยดีหรือเปล่า หากเขาเป็นอะไรไป ความผิดที่ผมไม่อาจปกป้องเขาได้คงเป็นตราบาปกับผมไปชั่วชีวิต
ผมเห็นประตูเหล็กบานใหญ่เลื่อนขึ้นอยู่ครึ่งหนึ่ง ร่างปวกเปียกของเขากองอยู่ตรงนั้น ผมใจหายวาบ สองขาวิ่งเข้าไป แต่ใจผมทะยานไปถึงตัวเขาก่อนแล้ว ร่างไร้สติของเขาพิงอยู่กับลังกระดาษมากมาย สภาพสะบักสะบอมไร้เรี่ยวแรง เนื้อตัวบางแห่งช้ำเลือดช้ำหนอง เลือดสดยังซึมออกมาตามมุมปากที่แดงช้ำ ผมโกรธแทบคลั่ง พวกมันซ้อมริว ริวไม่ใช่คนอ่อนแอที่จะยอมให้ใครทำร้ายง่าย ๆ ต้องมานอนหมดสภาพเช่นนี้ก็เพราะพวกมันใช้วิธีหมาหมู่!
ผมตบแก้มเขาเบา ๆ เขาไม่รู้สึกตัว ลองเขย่าตัวเขาแรง ๆ เขาจึงปรือตาขึ้น ครางชื่อผม ในตอนนั้นเอง ผมได้ยินเสียงครืดคราดจากหน้าโกดัง ประตูเหล็กบานนั้นกำลังปิดลง คราวนี้พวกมันจะมาไม้ไหนอีก ริวบอบช้ำมาก แต่เรารอไม่ได้ ไม่งั้นทุกอย่างอาจแย่ไปกว่านี้ ผมพยุงตัวเขาขึ้น บอกให้เขาอดทน แล้ววิ่งออกไปด้วยกัน ผมประคองตัวริวไป มือผมโอบร่างของริวไว้แน่น ตัวของริวเบาเหลือเกิน ยิ่งคิดก็แค้นใจ ริวตัวแค่นี้.........พวกมันยังเตะต่อยเอาสนุก แค้นอะไรนักหนา ทำไมมันไม่เลือกตามผม ทำไมไม่มาจัดการผมแทน ไอ้สวะเอ๊ย! ถ้าริวอาการทรุด ผมจะไม่มีวันให้อภัยมัน!
อีกเพียงก้าวเดียวเท่านั้น แต่เราก็มาไม่ทัน ผมตบประตูปึงใหญ่ โกดังนี่มีระบบควบคุมเปิดปิดจากด้านนอก มันจงใจล่อผมมาและขังเราสองคนเอาไว้ในนี้......ในขณะที่ผมกำลังงุ่นง่าน ริวก็สูดหายใจลึก เอนกายพิงประตู
"ทิ้งฉันไว้นายก็หนีไปทันแล้ว"
เขาปรายตามองผม หัวเราะเบา ๆ
"เจ้าบ้า" ผมด่าเขา "คิดว่าที่ฉันมาช่วยนาย ก็เพื่อจะทิ้งนายไปงั้นสิ"
"แต่นายก็เคยทำมาแล้ว"
นัยน์ตาไม่ส่อแววใดเหมือนเคย ผมอ่านไม่ออกหรอกว่าเขาพูดขึ้นมาเฉย ๆ พูดขึ้นมาเพื่อตัดพ้อ น้อยใจ หรือแค่พูดเปรียบเปรย ริวเป็นคนนิ่ง เคยเป็นยังไงก็เป็นอย่างนั้น หากเขาไม่ต้องการให้คนอื่นรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ ก็อย่าหวังจะได้รู้ ผมไม่พูดอะไร แต่สิ่งที่เขาบอกมันจี้หัวใจส่วนดำที่สุดของผมจนเจ็บแปลบ ผมได้แต่เบือนหน้าไปทางอื่น อากาศในนี้เย็นเหลือเกิน ผมพาเขาเดินกลับไป เราหย่อนตัวลงตรงมุมเดิมที่ผมพบริว
"เป็นยังไงบ้าง" ผมถามเขา แหวกเสื้อเขาออกเพื่อดูอาการ แต่เขาตะครุบเสื้อตัวเองไว้ สีหน้าขึงขังแต่แก้มอ่อนใสระเรื่อขึ้นมานิด ๆ
"แค่นี้ไม่ถึงตายหรอก"
"อย่าดื้อ ให้ฉันดูหน่อย ว่าข้างในช้ำแค่ไหน! พวกนั้นคงรุมซ้อมนายซะเปรม ถ้าพวกฉันอยู่ด้วยนายคงไม่โดนหนักเท่านี้"
ผมดึงดันจะดูแผลเขาให้ได้ แต่ยิ่งยื้อยุดเขาก็ยิ่งหวงห้าม
"ไม่เป็นไรก็ไม่เป็นไรสิ...... แยก ๆ กันไปก็ดีแล้ว ฉันเจ็บคนเดียวดีกว่าเราเจ็บกันทุกคน"
ผมนิ่งไป
ผมสีอ่อนตกลงปรกหน้าผากกลมมน คิ้วโก่งเรียวในตอนนี้ดูจะโก่งมากเข้าไปอีกเพราะความเครียดของเจ้าตัว ดวงตาคู่สวยที่เคยใช้มองใคร ๆ ตอนนี้กำลังพักผ่อน ริวหลับตาพริ้บ....... คงเพลียมากแล้ว
ช่องว่างของผมกับริวยังคงมีอยู่ แม้ว่าเราจะกลับมาเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม หลังจากที่ผมคว่ำบาตรเขามาตั้งครึ่งปี เป็นวิธีที่งี่เง่าที่สุด อย่าบอกเขาเชียวว่าที่ผมทะเลาะกับเขา ไม่ใช่เพราะเขายอมก้มหัวให้อริพวกนั้นหรอก แต่เป็นเพราะเขาทำอะไรไม่ยอมบอกผม ไม่ปรึกษาผม แล้วสุดท้ายเขาก็เจ็บตัวกลับมาคนเดียว ผมเสียใจที่ผมไม่สามารถทำอะไรได้เลย และยังถูกพวกนั้นกลับมาเยาะเย้ยซ้ำเติมให้เจ็บใจเล่น
แล้วผมก็ยังผลักไสเขาอีก ทิ้งเขาให้อยู่คนเดียว ให้เขาไปคบเพื่อนผิด ๆ รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน แต่ผมก็ไม่ยอมทำอะไร
ทั้งที่ผมก็คิดถึงเขามาตลอด อยากรู้ว่าเขาเป็นอยู่ยังไง แต่ทิฐิก็สั่งให้ผมไม่ยอมง้อเขา
ผมทำอย่างนั้นได้ยังไงกันนะ.......
ผมเพิ่งคิดบางอย่างได้ตอนถูกยังกุมิสั่งสอน ศักดิ์ศรีของลูกผู้ชายที่ผมถือนักหนาบางครั้งมันก็เป็นแค่ความบ้าไร้สาระ พละกำลังที่ผมชอบใช้มีเรื่องมีราวกับคนอื่นไม่ได้พิสูจน์เลยว่าผมแข็งแกร่ง สิ่งที่จะทำให้ผมยืนหยัดอยู่ในโลกนี้ได้อย่างภาคภูมิคือการปกปักรักษา 'ของรัก' ไว้ได้ด้วยความสามารถของตัวเองต่างหาก
ผมค่อย ๆ เอื้อมมือไปจับมือริว มือเขาวางอยู่บนพื้น ผมกุมมือเขาไว้ มือเขาเย็นเฉียบเหมือนกับพื้นปูนที่เรานั่งอยู่ เขาหันหน้ามามองผมอย่างสงสัย มือนุ่มในอุ้งมือผมพยายามดึงออก ผมยิ้มบาง พอเราอยู่กันสองคน ในสถานที่ที่ไม่รู้เวลา ไม่รู้ว่าจะได้ออกไปเมื่อไหร่ ไม่รู้อะไรเลย ความรู้สึกที่ปิดคนอื่นไว้ก็เผยออกมาหมด ต่อหน้ายังกุมิเราพยายามทำให้เขาคิดว่าเราสมานฉันท์ ต่อหน้าเพื่อน ๆ ในห้องเราทำให้เขาคิดว่าเรากลับมาสนิทกันแล้ว แต่แผลในใจเขาที่ผมสร้างไว้ มันกัดกินลึกเหลือทน
ทุกครั้งที่ผมสบตาเขา ผมรู้....... เขาตะขิดตะขวงใจในตัวผม
"ทีหลังอย่าพูดว่าจะยอมเจ็บคนเดียวอีก ไม่ว่าใครเจ็บฉันก็ไม่โล่งใจ โดยเฉพาะนาย"
ริวลืมตามองผม ใบหน้าเขาฉายความแปลกใจ
"ฉันขอโทษ" ผมกระชับมือเขาแน่นเข้า มือเขาอุ่นขึ้นบ้างแล้ว "ฉันจะไม่ทิ้งนายอีก ฉันสัญญา"
ครั้นเขาเข้าใจความหมายที่ผมต้องการสื่อ เขาก็หน้าบึ้งขึ้น เมินไปทางอื่น
"คิดว่าพูดอย่างนี้แล้วฉันจะดีใจงั้นเหรอ"
"ดีใจสิ ถ้านายไม่หลอกตัวเองล่ะก็" ผมบอกหน้าตาเฉย เขาค้อนขวับ "ฉันเป็นคนสำคัญของนายนี่"
ว่าแล้วเขาก็ค้อนผมขวับที่สอง
"เราเป็นคนสำคัญของกันและกัน.....ไม่ถูกเหรอ"
ผมถาม ยิ้มน้อย ๆ พิงตัวลงกับลังกระดาษด้านหลังอีกครั้ง ริวเงียบไปนาน จนผมต้องผงกหัวมอง
แล้วอยู่ ๆ ผมก็หัวเราะเมื่อคิดอะไรได้ ผมไม่อยากเก็บความคิดนั้นไว้คนเดียวเสียด้วย
"เหมือนคำบอกรักเลยนะ"
ผมขอความเห็นจากเขา ริวทำเป็นไม่ได้ยิน กระนั้นผมก็ยังเห็นว่าดวงหน้าขรึมนั้นสีเข้มขึ้น...........
เราไม่ได้พูดอะไรกันอีก ได้แต่จมอยู่กับความคิดของตัวเองเงียบ ๆ จนกระทั่งเช้า
.........................................................................................................
.............................................................................................................................
ผมได้ยินเสียงเหล็กสั่นสะเทือน แสงอาทิตย์ยามอรุณสาดกระทบเปลือกตาผม ประตูเปิดออกแล้ว ผมรีบปลุกริวแล้วเราก็พากันเดินออกมา พอได้นอนพักมาทั้งคืนริวก็เหมือนจะแข็งแรงขึ้น เขาเดินได้เองโดยไม่ต้องให้ผมช่วย อากาศยามเช้าบริสุทธิ์ปลอดโปร่ง ผมกับริวไม่ได้คุยอะไรกันมากนัก ใจหนึ่งก็สงสัยว่าเมื่อคืนนี้ พวกมันขังเราสองคนเอาไว้ทำไม
เสียงไซเรนดังก้องไปทั่ว รถยนต์ของสถานีตำรวจวิ่งเข้ามาล้อมรอบเราเต็มไปหมด
รู้ตัวอีกที ผมก็นั่งอยู่ในห้องสอบปากคำสองคนกับริวเสียแล้ว
หลังจากปฏิเสธข้อกล่าวหาไปรอบที่ล้าน พวกตำรวจก็ออกไปปรึกษากันด้านนอก ทิ้งเราให้อยู่กันตามลำพัง แว่บหนึ่งผมนึกขำเมื่อคิดถึงยังกุมิ ยัยนั่นจะว่ายังไงนะตอนตำรวจไปหาที่โรงเรียนแล้วบอกว่าพวกเราก่อเรื่องอีกแล้ว ผมไม่หวังให้ใครมาเชื่อใจพวกผมหรอก สภาพแบบนี้ ชินเสียแล้ว........ สิ่งที่พวกผมซึ่งถูกตราหน้าว่าเป็นอันธพาลเกเรจะทำได้คือช่วยเหลือกันเอง ปกป้องพวกพ้องและต่อสู้เพื่อคนที่ตัวเองรัก จะมัวรอสังคมที่ไม่เคยยอมรับเราและกฎหมายโง่ ๆ นี่ ชาติหน้าก็คงไม่ได้รับความยุติธรรม
"ออกจากโรงพักได้เมื่อไหร่ฉันจะฆ่ามัน แก้แค้นให้นาย" ผมบอกริวเรียบ ๆ
"อย่าบ้าน่ะ" ริวบอก "ทำอย่างนั้นก็ได้กลับมาโรงพักอีกน่ะสิ"
เราสองคนหัวเราะให้กับความคิดนั้น เงียบกันไปนานเขาก็พูดขึ้น
"ขอโทษ"
ผมหันไป
"เรื่องอะไร"
"ทุก ๆ อย่าง" เขาบอก ดวงตาเขาทอดมองโคมไฟเบื้องหน้า "ขอโทษที่ทำให้นายเป็นห่วง"
ริวถอนหายใจ
"ตอนนั้นฉันเองก็บ้า นึกจะไปก็ไป......"
"พอเถอะ ไม่ต้องพูดแล้วล่ะ"
ผมหยุดเขาไว้อย่างขบขัน ก่อนหันไปหาเขาทั้งตัว สำรวจร่างกายเขาอีกครั้ง เราต่างก็เจ็บตัวบ่อยและรู้ดีว่าแผลที่ได้มานั้นเจ็บทุกครั้ง แต่ไม่เคยเลยที่เราจะแสดงอาการหรือร้องโอดโอยให้ฝ่ายตรงข้ามเบามือ ผมจินตนาการออก แม้แต่ตอนที่ริวโดนซ้อม ต่อให้พวกนั้นมือหนักแค่ไหนริวก็คงไม่ร้องออกมา กลั้นความเจ็บปวดเอาไว้เพื่อไม่ให้พวกมันหัวเราะเยาะเอาได้
"ยังเจ็บอยู่มั้ย"
ผมถามเขา เอื้อมมือไปสัมผัสรอยแตกที่มุมปาก เขาเบ้หน้านิดหน่อย
"ไม่เจ็บมากหรอก แต่นายน่ะ......ถ้าเมื่อคืนไม่มาตามที่พวกมันบอกก็ไม่ต้องเป็นแพะไปกับฉันแล้วแท้ ๆ"
ผมขมวดคิ้ว ดุเขา
"ทำไมพูดแบบนั้น ฉันบอกแล้วไงว่าจะไม่ทิ้งไปอีก จะขึ้นสวรรค์ลงนรกหรือไปหัวหกก้นขวิดที่ไหนก็จะไปด้วยกัน"
ริวฟังคำผมแล้วทำหน้าแปลก ๆ เขาเก้อไปเล็กน้อย ถามเสียงอุบอิบ
"ตกลงนายบอกรักฉันอยู่รึเปล่าเนี่ย"
"คิดว่ายังไงล่ะ"
มันคงเป็นคำบอกรักที่แปลกอยู่สักหน่อย
เอาเถอะ ต่อจากนี้จะเป็นยังไงก็ช่าง ผมเพียงแต่หัวเราะ แล้วค่อยโน้มตัวเข้าหาเขา หวังจะใช้ริมฝีปากซึมซับเอาความเจ็บปวดนั้นมาไว้ที่ตัวเองบ้าง ริวไม่ถอยหนี เขาหน้าแดงจัด สายตาเราประสานกันนิ่ง ร่อยรอยความตะขิดตะขวงไม่มีอีกแล้ว มีแต่แววอ่อนหวาน ชุ่มฉ่ำ
.....................ผมใจเต้นแรง เขาจะรู้ตัวไหมหนอ ว่าท่าทางของเขาในตอนนี้ น่ารักที่สุด....
มือผมประคองดวงหน้าเขาไว้ สัมผัสได้ว่าใบหน้าเขาร้อนผ่าว
เราจูบกัน ผมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะละลาย.........
ริวเองก็คงรู้สึกเช่นกัน
............................................................................................
.............................................................................................................
โอดางิริ ริว...
ผมเคยคิดว่าผมเกลียดหมอนี่เสียแล้ว
แต่ผมไม่เคยเกลียดหมอนี่ลง......
ไม่ว่ายังไงก็เกลียดไม่ลงจริง ๆ
end.
ผลมาจากโกคุเซนตอนที่สองที่ออนแอร์ไป
แอบคิดว่าอยู่ในโกดังด้วยกันทั้งคืน มีซัมธิงรึเปล่าน้อออ หุหุ
chichan :: ขอโทษนะคะ ^^' ที่ขยันแช่อิ่มไปหน่อย
อินุ :: ตอนหลัง ๆ นี่ก็ชักไม่แน่ใจตัวเองค่ะ เพิ่งสังเกตว่าชอบใส่บทกู๊ดแมนให้ยามะพี 555
Ktokung :: ดีใจนะคะที่ชอบ 55 .......ความจริงแล้วเรื่องนี้.....ง่าๆๆ อยากบอก แต่เดี๋ยวสปอยล์เนื้อเรื่องง่ะ แฮะๆ

ยังคงเขียนฟิคได้อบอุ่นเช่นเคย
ปล.ไม่ลองเขียนฟิคพีเมะมั่งเหรอ ถึงจะโปรจินเมะ แต่อยากอ่านพีเมะที่แต่งโดย kaname จัง พีคงกลายเป็นน้องคนดีไปเลยจริง ๆ แหละ
ปล.2 แอบมานั่งเล่นคอมในร้านเนต ถ้าหันไปเบิ๊ดกระโหลกเด็กจะผิดไหม จะวุ่นวายอะไรกับดิฉันนักฮ้า เด็กบ้า (ขอบ่นหน่อยเหอะ)